Ulti Clocks content
สถิติผู้เยี่ยมชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้4359
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้5615
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้9974
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว37413
mod_vvisit_counterเดือนนี้52832
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว161262
mod_vvisit_counterทั้งหมด3781283

ออนไลน์ (20 minutes ago): 74
ไอพี: 52.91.185.49
,
วันที่: 10 ธ.ค., 2018
Daily Forecast

 

 

 

ธรรมชาติยามเช้าแสนวิจิตร งามชนิดแม้นสัมผัสต้องหลงใหล
หลงในสุคนธ์พรรณบุบผาสุราลัย ต้องหทัยทุกครั้งยามได้มอง
ขอบคุณ http://poem.deedeejang.com

ร้อยแซ่พันธุ์มังกร

ดัชนีบทความ
ร้อยแซ่พันธุ์มังกร
สิบอันดับ
ทุกหน้า

ร้อยแซ่ พันธุ์มังกร
ในสมัยโบราณนั้นแซ่ตระกูลมีที่มาแตกต่างกัน แซ่เป็นอย่างหนึ่ง ตระกูลก็เป็นอย่างหนึ่ง
แซ่ ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ซิ่งตามรากศัพท์หมายถึงเผ่าพันธุ์ที่มีสตรีเป็นหัวหน้าหรือผู้ให้กำเนิด ตระกูลในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ซื่อตามรากศัพท์หมายถึงฐานะของผู้ชายที่เป็นนักรบ ในความหมายเดิม ๆ แซ่จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเป็นคนอยู่เผ่าใด ส่วนตระกูลเป็นเครื่องแสดงฐานะของบุคคล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ซื่อหรือตระกูลเป็นสิ่งแยกวรรณะ ส่วนแซ่หรือซิ่งนั้นเป็นสิ่งแสดงสถานภาพการสมรสของฝ่ายหญิง แซ่ในยุคโบราณจึงมักมีรูปอักษรที่มีคำว่า หนี่หมายถึงผู้หญิง กำกับอยู่ด้วยเสมอ ส่วนซื่อหรือตระกูลนั้นมีใช้กันไม่แพร่หลายมากนัก จำกัดอยู่เฉพาะชนชั้น ผู้ดีมีฐานะทางสังคม อย่างเช่นหวงตี้ที่ถือกันว่าเป็นพระเข้าแผ่นดินองค์แรกของคนจีนทั้งมวล มาจากตระกูลกงซุน หมายความว่าเป็นหลานของกง ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางระดับชั้นสมเด็จเจ้าพระยา หรือ Duke ของอังกฤษ สำหรับราษฎรธรรมดานั้นแต่เดิมไม่มีแซ่ตระกูล มีเพียงชื่อตัวที่เรียกว่า หมิง เท่านั้น ต่อเมื่อสังคมบ้านเมืองจีนขยายใหญ่โตมากขึ้นพร้อมกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปขุนนางศึกและชนชั้นเจ้าที่ดินทั้งหลาย ซึ่งมีอาณาเขตปกครองที่ดินทั้งหลายซึ่งมีอาณาเขตปกครองที่ดินถือครองเพิ่มมากขึ้น จำต้องอาศัยประชาชนทั่วไปเป็นแรงงานสำคัญในการพัฒนาที่ดินตลอดจนการรบทัพจับศึก ดังนั้นจึ้งต้องหาสมัครพรรคพวกด้วยการเอาอกเอาใจคนในปกครองให้มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น สัญชาตญาณของมนุษย์อย่างหนึ่งคือ ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับตนเอง คนที่เป็นทาสหรือเป็นคนสามัญก็อยากให้ตนเองมีฐานะทางสังคมขึ้นมาบ้าง พวกเจ้านายทั้งหลายที่มีสติปัญญาความรู้ ย่อมเล็งเห็นความจริง
ในข้อนี้ จึงยินยอมให้คนในปกครองเกิดความรู้สึกจงรักภักดี ต่อตนเองด้วยการให้มาร่วมใช้แซ่ตระกูลของตน หรือคิดตั้งแซ่ตระกูลต่าง ๆ ให้ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับแซ่ตระกูลของคนที่เป็นเจ้านาย ดังนั้น ในยุคจ้านกว๋อหรือยุครณรัฐ อันเป็นสมัยที่วอร์ลอร์ดทั้งหลายต่างแสวงหาอำนาจอิทธพลกันอย่างกว้างขวาง จึงมีการประทานแซ่ตระกูลให้แก่คนทั่วไปนับแตันั้นมาการใช้แซ่ตระกูลของจีน ก็เป็นไปอย่างแพร่หลายเพิ่มเติมจากแซ่เดิมแต่โบราณที่มีอยู่ไม่กี่แซ่ ตามตำนานโบราณบันทึกว่า หวงตี้หรือพระเจ้าเหลืองมีโอรสทั้งหมดยี่สิบห้าองค์ เกิดจากมเหสีสิบสององค์


โอรสทั้งหลายต่างใช้แซ่ของมารดาตนเองจึงมีแซ่ที่สืบเชื้อสายมาจากหวงตี้สิบสองแซ่
บางตำนานว่าสิบสี่แซ่ ยังมีตำนานบางเล่มกล่าวว่าหวงตี้ได้พระราชทานแซ่แก่ขุนนางที่มีความดีความชอบให้ออกไปกินเมืองต่าง ๆ ขุนนางนั้นเลยใช้แซ่พระราชทานเป็นชื่อเมือง คนที่อยู่เมืองนั้นต่อมาก็ใช้ชื่อเมืองเป็นแซ่ของตน ในพระราชประวัติของพระเจ้าฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง) จักรพรรดิปฐมราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเคยเป็นสามัญชนมาก่อน ครั้นพระองค์ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้แล้ว
ได้โปรดเกล้าฯให้ประชาชนทุกคนมีแซ่ตระกูลประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ขุนนางหรือไพร่
และจากยุคนี้เองที่แซ่ตระกูลได้มารวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยรวมเรียกว่า แซ่
และให้ถือตามแซ่ของบิดาอย่างเป็นทางการ จากการที่มีการใช้แซ่กันอย่างกว้างขวางไม่เลือกคนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่หรือประชาชนคนสามัญทั่วไปจึงทำให้เกิดความนิยมขึ้นมา
อย่างหนึ่งคือ การสืบเสาะหาความเป็นมาของแซ่ตระกูล ยุคราชวงศ์ฮั่นจึงได้มีนักศึกษประวัติศาสตร์สาขามานุษยวิทยาแขนงตระกูลวิทยา
Anthroponomy เกิดขึ้น นักศึกษาเหล่านี้มีความสนใจค้นคว้าถึงความเป็นมาของแซ่ตระกูลต่างๆ ทั้งการเริ่มต้นและการดับสูญ นับเป็นแขนงวิชาหนึ่งซึ่งเป็นกระจกสะท้อนถึงวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ได้ดีพอควร จากความมุ่งหมายเดิมที่ต้องการเพียงแต่สืบค้นถึงที่มาของบรรพบุรุษในแซ่ตระกูลตนเอง กลายเป็นการสืบสาวโยงใยไปถึงบุคคลที่อยู่ในยุคเดียวกัน ความเกี่ยวพันกันทั้งใน ฐานะญาติพี่น้อง มิตรสหาย หรือศัตรู ในปี ค.ศ. ๑,๙๙๐ เช่นกัน รัฐบาลจีนได้สำรวจแซ่ตระกูลจีนที่มีมาแต่โบราณถึงปัจจุบัน ปรากฏว่ามีแซ่ตระกูลทั้งหมดมากกว่า 8,000 แซ่ แต่มีบางแซ่ได้เลิกใช้กันไปแล้ว ที่ยังมีอยู่ทุกวันนี้มีเพียง 5,007 แซ่ โดยสามารถแยกประเภทของการใช้แซ่ออกได้ตามลักษณะสำคัญดังนี้
                . การใช้แซ่ตามมารดาผู้ให้กำเนิด
               .การใช้แซ่ตามถิ่นเกิด
                . การใช้แซ่ตามเมืองที่ไปอยู่
                . การใช้แซ่ตามอาชีพ
                . การใช้แซ่ตามฉายา
           . การใช้แซ่ตามตัวเลข
                สิบอันดับแซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก ได้แก่
                . จาง ๒. หวาง ๓. หลี่ ๔. จ้าว ๕. หลิว ๖.เฉิน ๗. หยาง ๘. หลิน ๙.สวี ๑๐.โจว
                สิบแซ่นี้รวมกันแล้วมีประมาณ ๒๕๐ ล้านคน เฉพาะแซ่จางแซ่เดียวก็กว่า ๑๐๐ ล้านคน
เข้าไปแล้วหรือมากเกือบเท่ากับคนอังกฤษและฝรั่งเศสสองประเทศรวมกัน
                ส่วนยี่สิบอันดับแซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในสาธาณรัฐประชาชนจีนได้แก่
                . หลี่ ๒. หวาง ๓. จาง ๔. หลิว ๕. เฉิน ๖.หยาง ๗. จ้าว ๘. หวง ๙.โจว ๑๐.หวู ๑๑. สวี ๑๒.ซุน ๑๓.หู ๑๔.จู ๑๕.หวัง ๑๖.หลิน ๑๗.เหอ ๑๘.กวัว ๑๙.ไช่ ๒๐.หม่า
                ยี่สิบแซ่นี้รวมกันแล้วประมาณ ๕๖% ของคนจีนทั้งประเทศ หรือมากกว่า ๖๐๐ ล้านคน
อันดับหนึ่งถึงสี่คือ หลี่ หวาง จาง หลิว แต่ละแซ่มีมากกว่า ๗๐ ล้านคน หรืออีกนัยหนึ่ง แต่ละแซ่ดังกล่าวนี้มีมากกว่าคนไทยทั้งประเทศ ส่วนทางจีนไต้หวัน ซึ่งเป็นชุมนุมชาวจีนที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ได้มีการสำรวจเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้แซ่ตระกูลจีน
เช่นกันปรากฏว่ามีแซ่ที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน ๖,๓๖๓ แซ่ แต่แซ่ที่ใช้กันประจำมีเพียง ๑,๖๙๔ แซ่ แยกออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ แซ่อักษรเดียว ๓,๗๓๐ แซ่ แซ่อักษรสองตัว ๒,๔๙๘ แซ่ แซ่อักษรสามตัว ๑๒๗ แซ่ แซ่อักษรสี่ตัว ๖ แซ่ แซ่อักษรห้าตัว ๒ แซ่ ยี่สิบอันดับแซ่ที่มีผู้ใช้ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในได้หวันได้แก่
                . เฉิน ๒. หลิน ๓. หวง ๔. จาง ๕. หลี่ ๖. หวู ๗. หวาง ๘. ไช่ ๙. หลิว ๑๐.หยาง ๑๑.เคอ ๑๒.เจี่ยน ๑๓.ถาง ๑๔.ตู้ ๑๕.เหอ ๑๖.หาน ๑๗.เจิ้ง ๑๘.ล่าย ๑๙.ชิว ๒๐.หง
                ที่ไต้หวันนี้มีคำกล่าวว่าเฉินหลินหมั่นเทียนเซี่ย แปลว่า คนแซ่เฉินแซ่หลินมีเต็มแผ่นดิน
คนแซ่เฉินมีประมาณ ๑๒๒๙% ของประชากรไต้หวัน ส่วนคนแซ่หลินมีประมาณ ๘.๕ %
ทางด้านเกาหลีใต้ซึ่งมีประชากร ๔๐ ล้าน มีคนแซ่จิน (กิม) มากถึง ๙ ล้านคน รองลงมาเป็นคนแซ่
หลี่ ๖ ล้านคนและแซ่ปัก ๓.๕ ล้านคน นอกจากคนจีนนิยมใช้แซ่เป็นเครื่องกำหนดสายพันธุ์ของตระกูลแล้ว ประเทศญี่ปุ่นที่รับเอาวัฒนธรรมจีนไปใช้ก็ใช้แซ่ตระกูลอย่างชาวจีนด้วย และน่าสังเกตว่า แม้คนญี่ปุ่นจะมีจำนวนน้อยกว่าจีนถึงสิบเท่าแต่กลับมีแซ่ตระกูลมากกว่าคนจีนเสียอีก ญี่ปุ่นมีแซ่ตระกูลมากกว่า ๑๒๐
,๐๐๐ แซ่
                ส่วนประเทศไทยนั้น เมื่อต้นปี ๒๕๓๕ รายการเมืองไทยก้าวไกล ทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 9 ได้นำเสนอเรื่องราวของสิบอันดับแซ่ตระกูลจีนที่มีผู้ใช้มากที่สุดในเมืองไทย ปรากฏว่ามีผู้ชมสนใจรายการนี้มากถึงขนาดต้องเพิ่มการออกอากาศเฉพาะเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษถึงสองตอน



                สิบอันดับแซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในไทยได้แก่
                . ตั้ง (เฉิน) ๘๔,๘๒๙ คน ๒.ลิ้ม (หลิน) ๗๔,๗๑๙ คน ๓.ลี้ (หลี่) ๔๙,๒๙๑ คน ๔.อึ้ง (หวง) ๔๔,๔๘๕ คน ๕. โง้ว (หวู) ๓๓,๕๓๓ คน ๖.โค้ว (สวี่) ๓๑,๖๕๖ คน ๗.เตียว (จาง) ๓๑,๒๔๖ คน ๘.แต้ (เจิ้ง) ๒๕,๙๒๒ คน ๙.เล้า (หลิว) ๒๕,๓๔๖ คน ๑๐.เฮ้ง (หวาง) ๑๗,๘๒๑ คน
                ถ้าเราค่อยๆ นับไล่ย้อนหลังไปจากปัจจุบันที่มีแซ่ใช้ประจำ ๕,๐๐๗ แซ่
ในสมัยราชวงศ์หมิงมีเพียง ๑,๐๐๐ แซ่ สมัยราชวงศ์ซ่งมี ๖๐๐ แซ่ สมัยราชวงศ์ถังมี ๒๙๓ แซ่
สมัยราชวงศ์โจวมีเพียง ๒๒ แซ่ กลับไปถึงสมัยหวงตี้มี ๑๒ แซ่ แล้วถึงตัวหวงตี้เองมีเพียงหนึ่งเดียว อย่างนี้ย่อมนับได้ว่าคนจีนทุกคน ไม่ว่าปัจจุบันจะใช้แซ่อะไรก็ตาม ล้วนแต่เป็นสายเลือดเดียวกันทั้งนั้น ถ้าเรายอมรับตามความคิดนี้ย่อมก่อให้เกิดความสงบสันติสุข ไม่อยากฆ่าฟันทำลายล้างกันอีกต่อไป ทั้งนี้ไม่จำกัดวงแคบเฉพาะในหมู่คนจีน หรือคนที่มีสายเลือดจีนเท่านั้น ถ้าเรามีน้ำใจเผื่อแผ่โดยถือว่าทุกคนที่เป็นมนุษย์ล้วนแต่มีแซ่เดียวกัน คือ แซ่ ตนโลกนี้ก็น่าจะอยู่กว่านี้อีกมากนัก
ปัจจุบันชาวโลกมีท่าทีเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น เพราะต่างตระหนักดีว่าการทำตัวเป็นศัตรูกันอย่างงมงายด้วยการถือเขาถือเราเป็นคนละเผ่ากันนั้นย่อมเป็นความคิดที่ล้าหลังน่าหัวเราะ โลกนี้แคบลงทุกวันตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มพูนขึ้น ซึ่งเดี๋ยวนี้มีมากมายกว่า ๕,๓๐๐ ล้านคน การที่คนจีนมีจำนวนถึงประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านคนในประเทศ และอีกเกือบ ๑๐๐ ล้านคนในประเทศอื่นทั่วโลก
เทียบได้ว่าพลโลกทุกสี่คนจะเป็นคนจีนหนึ่งคน ความเป็นมาของคนจีนจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ศึกษาเรียนรู้อยู่ไม่น้อย จนอาจกลาวได้ว่าการศึกษาความเป็นมาของคนจีนคือการศึกษาความเป็นมาของมวลมนุษย์ คำนี้คิดว่าคงไม่ใช่คำกล่าวที่เกิดเลยความจริง เพราะชาติจีนเป็นชาติหนึ่งซึ่งดำรงอยู่ตั้งแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน มีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างไม่ขาดตอน เป็นชาติเดียวในโลกที่มีคนในสายลือดกระจายไปอยู่ทุกทวีป เป็นชาติเดียวในโลกที่มีระบอบการปกครองที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาครบทุกรูปแบบ ครบเครื่องทั้งระบอบราชาธิปไตย ประชาธิปไตยเผด็จการ สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ระบอบกึ่งอาณานิคม เสรีนิยม และอำนาจนิยม
                ปัจจุบัน
ลูกหลานของชาวจีนในเมืองมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนนามสกุลมาเป็นแบบคนไทยแล้ว วันนี้ครูตรีศักดิ์ขอนำไปรู้จักสัก ๕ แซ่ที่เคยยิ่งใหญ่ ไปเลยนะครับ


 
              . แซ่ "เฉิน"  
            แซ่ "เฉิน" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่ตั้ง" (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีความหมายหรือแปลว่า (๑) วางเรียงราย ()พูดแจกแจง (๓) ช้านาน, เก่าแก่ () ชื่อแคว้น หรือ รัฐ หรือราชวงศ์ (๕)นามสกุล (แซ่)
                แซ่นี้เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง มีที่มา 2 ทาง คือ
                . ๑ บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยชุนชิว (๗๗๐-๔๗๖ ปีก่อน ค.ศ.) หูกงหม่านผู้สืบเชื้อสายพระเจ้าหยีซุ่นสมัยดึกดำบรรพ์ ได้รับพระราชทานจากโจวอู่อ๋องให้ไปกินเมืองเฉิน (ส่วนหนึ่งของมณทลเหอหนานและอันฮุยปัจจุบัน) จึงตั้งขึ้นเป็นแคว้นเฉิน ได้ถูกแคว้นฉู่ล่มสมัยชุนชิว โอรสกงจื้อจิวหนีไปยังแคว้นฉี ลูกหลานรุ่นหลังจึงใช้ชื่อแคว้น "เฉิน" เป็นแซ่
                .๒ มาจากสมัยราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ.๔๒๐-๕๘๖) แซ่"มู่เฉิน" หลายพยางค์
ในเว่ยเหนือตัด "มู่"ออก ใช้ "เฉิน" ตัวเดียวเป็นแซ่
                แซ่ "เฉิน" เป็น ๑ ใน ๕ แซ่ใหญ่ของประเทศจีน มีบุคคลแซ่ "เฉิน" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น เฉินผิง ขุนนางผู้ใหญ่ต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีสติปัญญาเชิงอุบาย ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าฮั่นฮุ่ยตี้ หลื่อฮองเฮา และฮั่นเหวินตี้ ตามลำดับ หลังจากหลื่อฮองเฮาสวรรคต เขาก็ร่วมมือกับโจวป๋อขุนนางร่วมราชสำนัก ขจัดจูหลื่อ คนของหลื่อฮองเฮา
สถาปนาฮั่นเหวินตี้เป็นฮ่องเต้ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นชิเจี้ยโหว (เจ้าพระยาแห่งชิเจี้ย) เฉินจื่ออั๋ง กวีราชวงศ์ถัง เป็นผู้สร้างแนวกวีสมัยราชวงศ์ถังให้เข้าสู่วิถีทางแห่งความเจริญและมีระเบียบ
เฉินถวน อาจารย์ใหญ่ของลัทธิเต๋าในสมัย ๕ ราชวงศ์และซ่งเหนือ เคยหลบไปแสวงหาความสันโดษบนภูเขาหวาซาน มีชื่อในทางเข้าภวังค์ลึก
                                      

               
. แซ่ "หลิน"  
               
แซ่ "หลิน" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่ลิ้ม" (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีความหมายหรือแปลว่า (๑) ป่าไม้ (๒)การชุมนุม (๓) ชนบท ()ความรุ่งเรือง (๕) นามสกุล (แซ่)
                แซ่นี้เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง มีที่มา ๓ ทาง
                ๒.๑ บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยราชวงศ์ซาง (๑,๖๐๐-๑,๐๐๐ ปีก่อน ค.ศ.)
โจ้วอ๋อง แห่งราชวงศ์จิน โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ สั่งให้แหวะอกปี้กัน ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ตาย ลูกๆของปี้กันจึงหนีไปอยู่บนภูเขาฉางหลินซาน ดังนั้น จึงใช้ "หลิน" เป็นแซ่
                ๒.๒ มาจากสมัยชุนชิว (๗๗๐-๔๗๖ ปีก่อน ค.ศ.) โจวผิงอ๋องมีโอรส
ซึ่งเกิดแต่นางสนมคนหนึ่งชื่อหลินไค ผู้สืบเชื้อสายรุ่นหลัง จึงใช้ "หลิน" เป็นแซ่
                .๓ ตระกูลชิวหลินซึ่งเป็นแซ่หลายพยางค์ในถิ่นแคว้นใต้ทางเหนือ เปลี่ยนแซ่ของตนให้เหลือ "หลิน" พยางค์เดียว
                มีบุคคลแซ่ "หลิน" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น หลินปู กวีและผู้เร้นกายสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ พำนักอยู่ที่ภูเขากู่ซานริมทะเลสาบซีหู ไม่ยอมออกไปรับราชการตลอดชีวิต ครองตัวเป็นโสด อยู่กับต้นเหมยและนกกระเรียนเรื่อยมา จนมีผู้กล่าวว่า เขา "มีเมียเป็นต้นเหมย มีลูกเป็นนกกระเรียน"
                หลินเจ้อสี ขุนนางผู้ใหญ่สมัยราชวงศ์ชิง เคยรับการแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวง
ตรวจราชการเดินทางไปห้ามการสูบฝิ่นในเมืองกว่างโจว และเผาฝิ่นเสียที่หู่เหมินต่อหน้าสาธารณชน ต่อมาก็ตั้งสถานีการสื่อสารด้วยม้า จัดแปลหนังสือและหนังสือพิมพ์คำสั่งและเทคนิคการทหารจากต่างประเทศ ริเริ่มให้เกิดบรรยากาศการศึกษาจากต่างประเทศ
                หลินหย่งเซิง นายพลทัพเรือปลายสมัยราชวงศ์ชิง ผู้บัญชาการเรือรบจิงหย่วน แห่งกองเรือทะเลเหนือ ในสงครามทางเรือระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่ทะเลเหลือง ได้นำทหารในเรือสู้รบกับญี่ปุ่นอย่างนองเลือด ยิงเรือข้าศึกจมไปหลายลำ เรือรบขนาดหนักชื่อไซเกียวมารูเสียหายหนัก
ต่อมาไล่ติดตามเรือรบญี่ปุ่นไป ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดข้าศึกเสียสละพร้อมทั้งทหารในเรือทั้งลำ

                                       

 
              ๓.
แซ่ "หม่า"  
               แซ่ "หม่า" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่เบ๊" (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีความหมายหรือ แปลว่า (๑
) ม้า () ติ้วนับจำนวน () ใหญ่โต (๔) นามสกุล (แซ่)
                แซ่นี้เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง มีจำนวนคนมากมาย มีที่มา ๒ ทาง
                ๓.๑ บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยชุนชิว (๗๗๐-๔๗๖ ปีก่อน ค.ศ.) จ้าวเซอ โอรสจ้าวอ๋อง ได้รับแต่งตั้งให้มีอิสริยยศเป็นหม่าฝูจุน (เจ้าแห่งหม่าฝู หม่าฝูอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหานตานในมณฑลเหอเป่ย) ลูกหลานใช้ "หม่าฝู" เป็นแซ่ ภายหลังตัดเหลือแต่ "หม่า" ตัวเดียว
                ๓.๒ หม่าชิ่งเสียง คนสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ.๑,๑๑๕-๑,๒๓๔)เดิมทีเป็นชนชาติทางตะวันตก ต่อมาเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในเมืองหลินถาว(อยู่มณฑลกานสูในปัจจุบัน) ใช้ "หม่า" เป็นแซ่
                .๓ ย้วยไน่เหอ คนสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ.๑,๑๑๕-๑,๒๓๔) บรรพบุรุษเป็นผู้ฝึกม้าให้ราชวงศ์จิน จึงเปลี่ยนแซ่เป็น "หม่า"
                มีบุคคลแซ่ "หม่า" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น
                หม่าจิน นักประดิษฐ์เครื่องกลไกสมัยสามก๊ก ประดิษฐ์รถเข็มทิศ รถมังกรให้น้ำ เป็นต้น
หม่าจื้อหยวน นักเขียนบทละครร้อง แต่งละครเรื่อง "ฤดูใบไม้ร่วงในวังฮั่น" มีชื่อเสียงเท่าเทียมกับกวนฮั่นชิง ไป่ฝู่ เจิ้นกวงจู่ รวมเรียกเป็น "๔ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งละครร้อง" หม่าจื้อจง นักคิดปฏิรูปชนชั้นนายทุนยุคใกล้ นักภาษาศาสตร์เคยเสนอความเห็นให้ปฏิรูปการเมือง พัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชย
กรรมทุนนิยม ค้นคว้าภาษาศาสตร์ของจีนอย่างลึกซึ้ง แต่งหนังสือชื่อ "ว่าด้วยอักษรศาสตร์"

เป็นข้อเขียนทางวิชาการเกี่ยวกับไวยากรณ์จีนอย่างค่อนข้างเป็นระบบเล่มแรกของจีน

                                            

                ๔. แซ่ "จ้าว"
                แซ่ "จ้าว" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่เตี๋ย" (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีความหมายหรือแปลว่า (๑
) ลอยละล่อง, เบา,คล่องแคล่ว (๒)ไม่หนักแน่น, ไม่จริง () ชื่อแคว้นหรือรัฐ ()นามสกุล (แซ่)
                แซ่นี้เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง มีจำนวนคนมากมาย มีที่มา ๒ ทาง
                .๑ บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (๑,๑๐๐-๗๗๐ ปีก่อน ค.ศ.)
กล่าวคือ โจวมู่อ๋องมีสารถีคนหนึ่งชื่อเจ้าฟู่ เก่งในการบังคับรถม้า เคยถวายม้าสวยฝีเท้าดีตัวหนึ่งให้แก่โจวมู่อ๋อง ทั้งได้ช่วยโจวมู่อ๋องรบกับสีเอี้ยนอ๋องแห่งแคว้นสี จนสามารถตีฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายไป จึงได้รับพระราชทานให้ไปกินเมืองจ้าวเฉิง (อยู่ทางเหนือของอำเภอหงต้งในมณฑลซานซีปัจจุบัน) ลูกหลานจึงใช้ชื่อของเมือง "จ้าว" เป็นแซ่แต่นั้นมา
                ๔.๒ ชนกลุ่มน้อยในประวัติศาสตร์ก็มีที่ใช้แซ่จ้าว เช่น จ้าวอันจีเผ่าชนซงหนู ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (๒๐๖ ปีก่อน ค.ศ.-ค.ศ.๒๒๐) จ้าวเย่ฟูเผ่าหนานหมานในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.๖๑๘-๙๐๗)
จ้าวกว๋อเจินผู้สืบเชื้อสายของหัวหน้าเผ่า จังเคอในสมัย ๕ ราชวงศ์ (ค.ศ.๙๐๗-๙๖๐
)
                "ทำเนียบร้อยแซ่" ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน คนสมัยราชวงศ์ซ่งเป็นคนเรียบเรียงก่อนเพื่อน
ดังนั้น จึงได้นำแซ่ของฮ่องเต้ในสมัยนั้นมาจัดไว้ในอันดับแรกสุด
                มีบุคคลแซ่ "จ้าว" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น จ้าวเฟยเอี้ยน ฮองเฮาของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีเรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร รูปโฉมสวยงาม เก่งในการร้องรำทำเพลง จ้าวควงอิ้น ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นผู้ยุติสถานการณ์วุ่นวายของยุค ๕ ราชวงศ์ ๑๐ ประเทศ รวบรวมประเทศจีนให้เป็นเอกภาพขึ้นมาได้ใหม่ ในระหว่างที่เสวยราชสมบัติอยู่ ได้ให้ความสนใจแก่การผลิตเกษตรกรรม เอาใจใส่สร้างการชลประทาน ลดภาระการเกณฑ์แรงงานเป็นอย่างยิ่ง
มีบทบาทที่แน่นอนต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของแผ่นดินซ่งเหนือในครั้งกระนั้น ทรงพระนามว่า "พระเจ้าซ่งไท่จู่ฮ่องเต้"
                จ้าวเมิ้งฝู่ จิตรกรมีชื่อปลายราชวงศ์ซ่ง ต้นราชวงศ์หยวน ภาพภูเขา แม่น้ำ ดอกไม้และต้นไผ่ที่เขาวาดวิจิตรงดงามมาก โดยเฉพาะลายมือการเขียนพู่กัน ตัวบรรจง หวัดแกมบรรจงและอักษรบรรจงตัวเล็ก มีส่วนประกอบกลมกลืน สวยงามมีพลัง จนกระทั่งได้ชื่อว่า เป็นต้นแบบของฝีมือเขียนพู่กัน "แบบจ้าว"
                                                  
                ๕.
แซ่ "หวัง"
                แซ่ "หวัง" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่เฮ้ง" หรือ "แซ่อ้วง" (สำเนียงแต้จิ๋ว)

หรือ "อ๋อง" (สำเนียงฮกเกี้ยน) มีความหมายหรือแปลว่า () พระนามของพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านาย () ฐานันดรศักดิ์ของเจ้าครองแคว้น (๓)การขนานนามด้วยความเคารพ () ความใหญ่โต (๕) นามสกุล (แซ่)
                แซ่นี้เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง เป็น ๑ ใน ๕ แซ่ใหญ่ของประเทศจีน แตกสาขาออกไปมากมาย มีที่มา ๖ ทาง
                ๕.๑ บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เป็นผู้สืบเชื้อสายของพระเจ้าหยีซุ่น
                ๕.๒ มาจากสมัยราชวงศ์ซาง (๑,๖๐๐-๑,๑๐๐ ปีก่อน ค.ศ.) ราชวงศ์ซาง
มีโอรสองค์หนึ่งชื่อปี้กาน ถูกโจ้วอ๋องฆ่าตายแล้วผ่าท้องควักหัวใจ ลูกหลานจึงถือฐานันดรอ๋อง (หวัง) ของปี้กานเป็นแซ่
                ๕.๓ มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (๑,๑๐๐-๗๗๐ ปีก่อน ค.ศ.) โดยผู้สืบเชื้อสาย
ของปี้กงเกาโอรสขององค์ที่ ๑๕ ของโจวเหวินอ๋อง ถือฐานันดรอ๋อง (หวัง) ของปี้กงเกาเป็นแซ่
                ๕.๔ มาจากสมัยจ้านกว๋อ (๔๗๕-๒๒๑ ปีก่อน ค.ศ.) เนื่องจากอู๋จี้อนุชาต่างมารดาของอันหลีอ๋องแห่งแคว้นเว่ย ได้รับแต่งตั้งให้ไปครองเมืองซิ่นหลิงเป็นซิ่นหลิงจุน (อุปราชแห่งเมืองซิ่นหลิง) นับเป็นเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิด ลูกหลานจึงถือฐานันดรอ๋อง (หวัง) ของอู๋จี้เป็นแซ่
                ๕.๕ พวกอ๋องทั้งหลายในประวัติศาสตร์มักจะชอบใช้แซ่ตัวเองว่า "อ๋อง" (หวัง) ในขณะเดียวกันก็มีคนอื่นแอบอ้างแซ่ "อ๋อง" (หวัง) มาใช้เพื่อยกฐานะตนเองก็มี
                .๖ มาจากการพระราชทาน ดังเช่น เอียนเจีย โหลนของเอียนอ๋องต้นสมัยราชวงศ์ฮั่น (๒๐๖ ปีก่อน ค.ศ.-ค.ศ.๒๒๐) ได้รับพระราชทานแซ่หวังสมัยหวังหมั่ง (อองมัง)
                มีบุคคลแซ่ "หวัง" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น หวังเจาจิน นางกำนัลในสมัยพระเจ้าฮั่นหยวนตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เคยออกนอกด่านไปสมรสกับชนกลุ่มน้อย เพื่อสร้างความสามัคคี ซึ่งได้สร้างคุณูปการแก่ความสามัคคีทางประชาชาติในสมัยนั้นอย่างใหญ่หลวง
หวังเหวย กวีใหญ่สมัยราชวงศ์ถัง มีชื่อเสียงโด่งดังในบทกวีที่พรรณนาป่าเขา แม่น้ำและเรือกสวนไร่นา ชื่อเสียงคู่ขนานกันกับเมิ่งเฮาหรานกวีใหญ่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกขานกันว่า "หวังเมิ่ง" สันทัดในการวาดภาพและดนตรีด้วย มีงานเขียนชื่อ "ชุมนุมงานของหวังอิ้งเฉิง"
หวังอันสือ นักการเมืองและนักวรรณคดีสมัยราชวงศ์ซ่ง ในรัชสมัยของพระเจ้าซ่งเสินจงฮ่องเต้ เคยรับราชการเป็นถึงรองอัครมหาเสนาบดี จัดการปฏิรูปราชการแผ่นดิน ปรับปรุงการสอบขุนนางและโรงเรียน อธิบายคัมภีร์ "กวี" "หนังสือ" และ "พิธีกร" ของขงจื้อขึ้นใหม่ เรียกว่า "ความหมายใหม่ของคัมภีร์ทั้งสาม" บทกวีที่แต่งมีพลังให้ความรู้สึกใหม่ๆ บทความก็โอ่อ่าโดดเด่น เป็น ๑ ใน ๘ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ถังและซ่ง" มีงานเขียนชื่อ "ชุมนุมงานของหวังหลินชวน"

                                        
                ๖.
แซ่ "จาง"
                แซ่ "จาง" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่เตีย" (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีความหมายหรือแปลว่า (๑) เหนี่ยวน้าวเกาทัณฑ์ (๒) เปิดออก (๓) ขยายใหญ่ขึ้น ()แล,มอง (5) ตกแต่ง (6)ลักษณะนาม (7) นามสกุล (แซ่)

แซ่ "จาง" เป็น 1 ใน 5 แซ่ใหญ่ของจีน เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่"
กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง มีที่มา 4 ทาง

1. บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ลูกชายคนที่ 5 ของส้าวเฮา
หัวหน้าเผ่าอี๋ตะวันออกชื่อฮุย มีความดีความชอบในการประดิษฐ์เกาทัณฑ์
พระเจ้าฮว๋างตี้จึงได้พระราชทาน แซ่ "จาง" ให้

2. มาจากสมัยชุนชิว (770-476 ปีก่อน ค.ศ.) แคว้นจิ้นมีเสนาบดีชื่อเจี่ยจางได้รับแต่งตั้ง
ให้เป็นจางโหว (เจ้าพระยาจาง) ลูกหลานจึงใช้บรรดาศักดิ์ของเขาเป็นแซ่ "จาง"สืบมา

3. มาจากสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-265) จกก๊กให้แซ่แก่ ลงอิ้วนา
หัวหน้าเผ่าชนเผ่าหนึ่งในหยุนหนานว่า "จาง"


4. มาจากสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-265) เตียวเลี้ยวเดิมมีแซ่ "เนี่ย"
แต่เปลี่ยนมาใช้แซ่ "จาง" ในภายหลัง

มีบุคคลแซ่ "จาง" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น

จางเหลียง ขุนนางผู้ใหญ่ต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีสติปัญญาเฉียบแหลม
เต็มไปด้วยกลอุบาย ช่วยเหลือหลิวปังจนได้ครองราชสมบัติ
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหลิวโหว (เจ้าพระยาหลิว) หลิวปังเคยชมเชยเขาว่า
"วางแผนอยู่ในกระโจม รบชนะไกลพันลี้"

จางเหิง นักวิทยาศาสตร์ นักอักษรศาสตร์มีชื่อสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
สร้างทฤษฎี "ดาราศาสตร์" ประดิษฐ์เครื่องมือวัดการเคลื่อนไหวของโลก
แต่งกาพย์กลอน 32 บาท ยังตกทอดมาจนบัดนี้

จางเจ๋อตวน จิตรกรสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ เป็นขุนนางอยู่ในสำนักจิตรกรรม
ของราชบัณฑิตสถานสมัยพระเจ้าซ่งเหนือ เป็นขุนนางอยู่ในสำนักจิตรกรรม
ของราชบัณฑิตสถานสมัยพระเจ้าซ่งฮุยจงฮ่องเต้ มีชื่อด้วยภาพวาด
ขนบธรรมเนียมชาวบ้านชื่อ "ขึ้นสะพานยามเช็งเม้ง"

                สำหรับนักเรียนและผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลได้เพิ่มเติมตามความสนใจ แต่ฝากไว้นิดนึงว่าให้เทียบเคียงข้อมูลให้ดีก่อนเชื่อหรือการรวบรวมนะครับ...

แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2018 เวลา 22:34 น.)

 
บอร์ดล่าสุด
รวมลิงค์เกษตร
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ราคาน้ำมันปตท.วันนี้