Ulti Clocks content
สถิติผู้เยี่ยมชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้125
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้5656
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้12108
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว37313
mod_vvisit_counterเดือนนี้92740
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว160669
mod_vvisit_counterทั้งหมด3659929

ออนไลน์ (20 minutes ago): 84
ไอพี: 54.163.20.57
,
วันที่: 19 พ.ย., 2018
Daily Forecast

 

 

 

ธรรมชาติยามเช้าแสนวิจิตร งามชนิดแม้นสัมผัสต้องหลงใหล
หลงในสุคนธ์พรรณบุบผาสุราลัย ต้องหทัยทุกครั้งยามได้มอง
ขอบคุณ http://poem.deedeejang.com

อ.บุญลือ เก็บมาเล่า iPhone XS , XS Max และ XR

ดัชนีบทความ
อ.บุญลือ เก็บมาเล่า iPhone XS , XS Max และ XR
ท้องฟ้า
2
ทุกหน้า

 

ขอบคุณ รีวิวTechOffside

 

นานาสาระเรื่องพริกที่เผ็ดที่สุดในจักรวาล

ในที่สุดพริกจากอังกฤษ ก็สามารถเอาชนะความเผ็ดร้อนจาก พริกบุต โยโลเกีย ของอินเดียลงได้... พริกขี้หนูสวนของไทย ยังคงติด TOP 5 ความเผ็ด


ไม่ เชื่อก็ต้องเชื่อว่าถิ่นเมืองผู้ดี อังกฤษ ดินแดนที่เจ้าของประเทศไม่ถนัดการรับประทานอาหารรสจัดนั้น ในที่สุดตอนนี้มีพริกพันธุ์หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมา และได้รับการพิสูจน์พร้อมกับก้าวขึ้นแท่นเป็นพริกที่ได้ชื่อว่ามีรสชาติที่ เผ็ดที่สุด เหนือมวลหมู่พันธุ์พริกบนผืนปฐพีนี้เป็นที่เรียบร้อย

พริก จากถิ่นลินคอล์นเชียร์ ในประเทศอังกฤษ ประกาศศักดากลายเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกแล้ว หลังจากตรวจวัดค่าความเผ็ดแล้วเหนือกว่าบรรดาพริกทั้งมวลบนโลก โดยว่ากันว่าพริกที่ได้รับการบัญญัติชื่อว่า "อินฟินิตี้" อันมีความหมายถึงความเผ็ดที่ไร้ขีดจำกัดนี้ สามารถนำพาให้ผู้ที่ลองลิ้มชิมรสมันต้องเข้าโรงพยาบาลได้เลย ด้วยอาการปากพอง หรือถ้าอาการหนักอาจจะถึงขั้นปากไหม้กันเลยทีเดียว

 

ส่ง ผลให้แชมป์เก่าอย่างพริกบุต โยโลเกีย พริกที่ขนาดกองทัพอินเดียนำไปพัฒนาเป็นอาวุธสลายม็อบนั้นต้องเสียแชมป์ หล่นไปอยู่อันดับสองของความเผ็ดไปเลย แถมยังบอกด้วยว่า พิษความเผ็ดของเจ้าพริกอินฟินิตี้นี้ เมื่อส่งเข้าปากไปแล้ว ก็ยากที่จะเยียวยาหาทางระงับความเผ็ดร้อนได้ เพราะแม้แต่ตัวแก้พิษการเผ็ดที่ได้ผลสุดฤทธิ์สุดเดช อย่างการดื่มนมตามเข้าไป ก็มิอาจสู้ได้เลย 

โดยผู้ปลูกพริกชนิดนี้ ในเมืองกรานแธมป์อย่าง วู้ดดี้ วู้ดส์ วัย 37 ปี ได้กล่าวว่า "พริกชนิดนี้นั้น ความเผ็ดของมันหากจะจินตนาการให้เห็นภาพ ผมก็บอกได้เลยว่าหากคุณกินเข้าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณเอาถ่านร้อนๆ ใส่ปากเลยแม้แต่นิดเดียว และมันก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากที่เดียว ที่พริกแบบนี้มาเจริญเติบโตอยู่ในสภาพอากาศแบบประเทศของเรา"

เรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากการที่ วู้ดดี้ วู้ดส์ และเพื่อนของเขา แม็ตต์ ซิมพ์สัน วัย 38ปี เพาะอินฟินิตี้ขึ้นมาในเรือนกระจก โดยการนำสายพันธุ์ต่างๆมาผสมกัน ซึ่งเขาทั้งสองคนกำลังวางแผนที่จะนำเมล็ดของพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกนี้ออก สู่ท้องตลาดในปีนี้ เพื่อให้คนที่สนใจนำพริกของพวกเขาไปเพาะปลูกต่อไป

จากการตรวจสอบของมหาวิทยาลัยวาร์วิคก็ได้พบว่า พริกอินฟินิตี้ชนิดนั้น มีค่าความเผ็ดสูงถึง1,067,286 สโควิลล์เลยทีเดียว ทุบสถิติเก่าที่เจ้าของสถิติเดิมอย่างพริกบุต โยโลเกีย ในอินเดีย ที่มีค่าความเผ็ดอยู่ที่ 1,041,427 สโควิลล์ ส่วนพริกยาลาเปโน่ ของเม็กซิโก มีค่าความเผ็ดอยู่เพียง 2,500 ถึง 5,000 สโควิลล์เท่านั้น


เรียกได้ว่าความเผ็ดร้อนของพริกอินฟินิตี้นี้นั้น เป็นรองเพียงสเปรย์ระเบิดพริกไทยซึ่งมีค่าความเผ็ดร้อน 2,000,000 สโค วิลล์ เพียงไม่เท่าไหร่เลยทีเดียว ซึ่งในอนาคตหากนำสารในพริกอินฟินิตี้ผสมเพิ่มเข้าไปอีก อาจจะทำให้ได้สเปรย์ระเบิดพริกไทย ที่มีค่าความร้อนแรงเพิ่มขึ้นก็เป็นไปได้

ขอบตุณข้อมูลจากเด็กดีดอทคอม

ทำไมพริกจึงเผ็ด ?

ความเผ็ดร้อนเกิดจากกรดชนิดหนึ่งเรียกว่าแคปไซซิน ซึ่งอยู่ที่ผิวด้านในของฝักพริก หลายคนเข้าใจผิดว่าเม็ดพริกก็เผ็ดเหมือนกัน ทั้งที่ตามจริงไม่มีแคปไซซินเลย อย่างไรก็ตามกรดชนิดนี้กระจายอยู่ในยวงที่มีเม็ดพริกติดอยู่ เมื่อแกะเม็ดพริกออก เนื้อพริกในส่วนนี้ก็จะติดมาด้วยและทำให้เผ็ดน้อยลง แม้แคปไซซินจะให้รสเผ็ดถึงใจก็ตาม พริกแต่ละเม็ดมีกรดชนิดนี้อยู่เพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น

ทำไมรอยฟกช้ำจึงมีสีคล้ำดำเขียว ?

เมื่อร่างกายเราถูกกระแทกหรือถูกตีอย่างแรงที่ ส่วนใดส่วนหนึ่ง จะทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตก เลือดจะไหลซึมออกมานองอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังปูดออก บริเวณที่เลือดไหลนองนี้อยู่ลึกถัดไปจากหนังกำพร้าชั้นใน ถ้าถูกกระแทกใหม่ ๆ จะเป็นรอยแดงจาง ๆ เมื่อผ่านวันไปจะมีสีคล้ำขึ้น การที่เราเห็นเป็นสีคล้ำเขียวก็เพราะแสงที่ส่องกระทบรอยฟกช้ำนั้นสะท้อนมา เข้าตาเรา ก่อนที่แสงจะมาเข้าตาเรา แสงจะต้องผ่านชั้นต่าง ๆ ของผิวหนัง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะดูดซับแสงสีแดงไว้ ส่วนแสงสีน้ำเงินถึงแสงสีม่วงจะไม่ถูกดูดซับ เราจึงเห็นเป็นสีม่วงคล้ำบริเวณนั้น ยิ่งรอยฟกช้ำขยายตัวลึกเข้าไปมากเพียงใด แสงก็จะถูกดูดซับมากขึ้น เราก็จะยิ่งเห็นรอยฟกช้ำคล้ำมากขึ้น ร่างกายจะพยายามกำจัดเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายแล้ว รวมทั้งชิ้นส่วนเซลล์ที่แตกหลุดออกมา เม็ดเลือดแดงจะสลายตัวมีสีซีดลงจนเหลือง และสุดท้ายเม็ดเลือดขาวจะมากลืนกินสิ่งเหล่านี้ เพื่อทำความสะอาด ในที่สุดเนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะเข้าสู่สภาพเดิม

บาดแผลหายได้อย่างไร ?

ขณะที่เรากำลังใช้มีด บางครั้งอาจจะเผลอทำมีดบาดตัวเอง แต่ทันทีทันใดนั้น ร่างกายของเราก็จะเริ่มซ่อมแซมบาดแผลที่เกิดขึ้นทันที สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ภายในเวลาไม่กี่นาที ปลายเส้นเลือดที่ขาดก็ถูกหยุดด้วย เกล็ดเลือด ( platelets ) และเส้นใยโปรตีนที่เรียกว่า ไฟบริน ( fibrin ) เลือดที่ออกมาอยู่ในแผลก็จะแข็งตัวกลายเป็นสะเก็ดคลุมแผลอยู่ร่างกายเริ่ม ส่งเลือดมายังบริเวณบาดแผลเพิ่มขึ้น เม็ดเลือดขาวที่มากับกระแสเลือดก็จะคอยฆ่าพวกเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามา คอยจับทำลายพวกเซลล์ที่ตายแล้วและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ขณะเดียวกัน เซลล์ชั้นนอกสุดของผิวหนัง ( epidermal cell ) ก็จะแบ่งตัว และเคลื่อนที่จากขอบแผลทั้งสองข้างเข้ามาบรรจบกันใหม่ตรงกลายภายใต้สะเก็ด เลือด บาดแผลก็จะถูกคลุมด้วยชั้นเซลล์เหมือนเดิม เส้นเลือดในบริเวณนั้นจะเจริญแทงเข้ามายังบาดแผลเพื่อนำออกซิเจนและอาหารมา เลี้ยง เซลล์ที่เรียกว่า ไฟโบรบลาสต์ ( fibroblast ) จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเนื้อเยื่อมาเสริมบริเวณบาดแผลให้เต็มโดยการผลิต คอลลาเจน ( collagen ) ซึ่งเป็นเส้นใยที่มีความเหนียว ทำให้บาดแผลมีความแข็งแรง ขณะเดียวกันไฟโบรบลาสต์จะหดตัว ทำให้บาดแผลสองข้างชิดกันเข้ามามากขึ้น ปลายเส้นประสาทที่ขาดก็จะค่อย ๆ สอดเข้าไปในแผลเพื่อให้ความรู้สึกบางส่วนของบริเวณนั้นกลับคืนมา เส้นเลือดต่าง ๆ ก็จะงอกเข้าหากันจนประสานกันเป็นร่างแหอยู่ภายในบาดแผล ในที่สุด สะเก็ดเลือดบนแผลก็หลุดออกไป ผิวหนังก็กลับมาประสานกันเหมือนเดิม เนื้อเยื่อภายใต้นั้นก็จะหนาแน่นไปด้วยไฟโบรบลาสต์และเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งจะค่อย ๆ เรียงตัวให้อยู่ในแนวที่รับความตึงเครียดได้ดีที่สุด เพื่อให้บาดแผลที่หายแล้ว มีความแข็งแรงเหมือนเดิม

กำหนดเพศได้ด้วยอุณหภูมิ

นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้ค้นพบความลับของวงจร ชีวิตของจระเข้แอลลิเกเตอร์ คือแอลลิเกเตอร์สามารถกำหนดเพศของลูกน้อยได้ด้วยอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว หากไข่ของมันถูกเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 86 องศาฟาเรนไฮต์ ในระหว่างสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของการฟักไข่ ไข่เหล่านี้จะฟักออกเป็นตัวเมียทั้งหมดและไข่ที่ถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงก ว่า 94 องศาฟาเรนไฮต์ จะฟักออกมาเป็นตัวผู้ทั้งหมด ส่วนไข่ที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิระหว่าง 86-94 องศาฟาเรนไฮต์ จะฟักเป็นทั้งตัวผู้และตัวเมีย นักวิจัยได้เริ่มสังเกตเห็นความลับนี้จากการเฝ้าดู เขาพบว่าจระเข้ที่วางไข่ในหนองบึงเฉอะแฉะเย็นชื้น ไข่จะฟักเป็นตัวเมีย ส่วนไข่ที่วางบนฝั่งที่มีแสงอาทิตย์ส่องถึงจะออกมาเป็นตัวผู้ ปริศนาที่ว่าทำไมอุณหภูมิจึงกำหนดเพศได้ นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าขณะที่อุณหภูมิสูนั้นตัวอ่อนจะใช้ไข่แดงหมดไปอย่าง รวดเร็วจนเหลืออาหารน้อยไม่เพียงพอแก่การพัฒนาไข่เป็นเพศเมีย

ประโยชน์ของฟ้าแลบ

สถานีกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาประมาณไว้ ว่า ในระยะเวลา 1 ปี ฟ้าแลบทำให้ไนโตรเจนตกลงมายังพื้นดิน 2 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อคิดทั้งโลกจะมีไนโตรเจนตกลงมายังโลกถึง 770 ล้านตันต่อปี ในระหว่างที่เกิดฟ้าแลบ พลังงานบางส่วนจากฟ้าแลบจะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนเกิดเป็น สารประกอบไนโตรเจนมอนอกไซด์ (NO) สารประกอบนี้มีไนโตรเจน 1 อะตอม และออกซิเจน1 อะตอม มันจะดูดออกซิเจนอีก 1 อะตอมเพิ่มเข้าไป และกลายเป็นไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)ซึ่งละลายได้ในน้ำฝนกลายเป็นกรดดินประสิว (HNO3) ตกลงมายังพื้นโลก เมื่อกรดดินประสิวรวมตัวกับสาร เมื่อกรดดินประสิวรวมตัวกับสารเคมีอื่น ๆ จะได้เป็นเกลือไนเตรตซึ่งเป็นอาหารที่ดีของพืช ดังนั้น ถึงคนขวัญอ่อนจะไม่ค่อยชอบฟ้าแลบนัก แต่ก็ควรทำใจสักนิดให้ชอบสักหน่อยเพราะมีผลดีต่อชาวนาที่ผลิตพืชผักผลไม้มา ให้เรากินอยู่ทุก ๆ วัน

เสียงเพลงทำให้แก้วแตกได้จริงหรือ ?

การร้องเพลงด้วยเสียงสูง ๆ เป็นเวลานานสามารถทำให้แก้วแตกได้ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น แท้จริงแล้วเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติซึ่งเรียกว่าเกิด "กำทอน (resonance) " ของเสียง คือ เกิดการแทรกสอดของคลื่นเสียงแบบเสริมกัน เพื่อให้เข้าใจในเรื่องนี้ง่ายขึ้น ลองนึกถึงเวลาเราไกวชิงช้าได้จังหวะเหมาะ ๆ พอดี ชิงช้าจะยิ่งไกวสูงขึ้น แต่ถ้าไกวชิงช้าผิดจังหวะจะทำให้ชิงช้าไกวเบาลง เนื่องจากแรงที่ผิดจังหวะไปหักล้างกับการเคลื่อนไหวของชิงช้าเสียหมด แก้วก็เช่นเดียวกัน แก้วแต่ละใบจะมีการสั่นสะเทือนด้วยความถี่เฉพาะตัว ถ้าลองใช้ดินสอเคาะแก้วใบใดจะได้ยินเสียงเหมือนเดิมทุกครั้ง คลื่นเสียงจากนักร้องทำให้แก้วสั่นสะเทือนได้เช่นกัน ถ้าความถี่ของเสียงไม่พอดีก็จะหักล้างกับการสั่นสะเทือนของแก้ว แต่ถ้านักร้องสามารถปรับความถี่ของเสียงได้พอเหมาะกับการสั่นสะเทือนของ แก้วจะทำให้แก้วสั่นแรงขึ้นจนแตกได้



แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2018 เวลา 21:00 น.)

 
บอร์ดล่าสุด
 บอร์ดล่าสุด
ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:Re:Nike Free 5.0 Sale 19-11-2018 01:59:02 บุคคลทั่วไป
ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:caihuanglin20150320 18-11-2018 22:52:01 บุคคลทั่วไป
ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:ตอบ:Johnson Connor McDavid Jersey 17-11-2018 02:04:18 บุคคลทั่วไป
Club cheap nike air max 16-11-2018 22:33:30 Club cheap nike air max
LONDON Nike Air Jordan For Sale 16-11-2018 22:32:56 LONDON Nike Air Jordan For Sale
world Cheap Nike Air VaporMax Flyknit 16-11-2018 22:32:33 world Cheap Nike Air VaporMax Flyknit
Glacier kyrie irving 4 shoes for sale 16-11-2018 22:32:12 Glacier kyrie irving 4 shoes for sale
them Air Force One Grigie Saldi 16-11-2018 22:31:29 them Air Force One Grigie Saldi
รวมลิงค์เกษตร
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ราคาน้ำมันปตท.วันนี้